• โดย: ภูริช “Sports in 1” เลิศไพฑูรย์พันธ์

    ภาพจาก: ESPN

    วันก่อนผมไปดูคลิปของ The Athletics ที่ว่าทีมในพรีเมียร์ลีก ตัดสินใจที่จะส่งผู้เล่นเยาวชนไปทีมนอกลีกมากกว่าที่จะให้พัฒนาในอคาเดมี

    และผมก็นึกถึงข้อหนึ่งที่ถกเถียงกันว่าในอาชีพนักบาสเก็ตบอล จะไปไหนดีระหว่างมหาวิทยาลัยหรือไปที่ลีกในยุโรป

    ที่น่าประหลาดใจเล็กน้อยคือการที่ “เหตุผล” ที่จะข้ามลีกระดับเยาวชนไปแข่งระดับมืออาชีพเลย คือการที่จะได้ลิ้มรสถึงความดุเดือดของ “ชีวิตจริง”

    ปลาใหญ่ในบ่อเล็กหรือปลาเล็กในบ่อใหญ่

    วลีดังกล่าวก็สรุปข้อสังเกตเหล่านี้ได้ดีทีเดียว

    เพื่อความสะดวก ผมจะเรียกอคาเดมีและบาสมหาลัยฯ ว่า “ลีกเยาวชน” และเรียกลีกยุโรปกับฟุตบอลนอกลีกว่า “ลีกอาชีพ”

    เส้นทางของเหล่าผู้เก่งกาจนั้น ปกติก็ไม่ได้ซับซ้อนกระไร ก็ไต่เต้ามาเรื่อยๆตั้งแต่เล็ก กีฬานักเรียน มหา’ลัย และเข้าลีกใหญ่ตามระเบียบ

    แต่ในช่วงหลังๆ ความ “เป็นขั้นตอน” เหล่านี้ถูกมองในมุมใหม่ๆ

    สถิติจาก NCAA บอกว่าแค่ 1.1% ของนักกีฬามหา’ลัย จะได้ไปต่อในลีกอาชีพ แสดงให้เห็นว่าระดับมหา’ลัยที่ว่าสูงแล้ว เมื่อเทียบกับลีกอาชีพ ช่างดูห่างไกลซะเหลือเกิน

    และถ้าคุณเป็นแฟนปีศาจแดงอย่างกระผม ก็อาจจะเห็นผู้เล่นจากอคาเดมีมากมายที่โชว์ความสามารถสุดยอด แต่พอขึ้นชุดใหญ่กลับกลายเป็นแค่ “ผู้เล่นธรรมดา”

    ผู้เล่นระดับเยาวชนเหล่านี้เอง เมื่อเทียบกับมนุษย์มนาอย่างกระผมแล้ว ความสามารถไม่สามารถเทียบกันได้เลย แต่สิ่งนั้นก็เป็นจริงเมื่อเปรียบเทียบพวกเขากับนักกีฬามืออาชีพ

    สังเกตุได้ว่า ผู้เล่นที่โดดเด่นในลีกเยาวชน พอขึ้นชุดใหญ่มักจะโดนรับน้องเหมือนเด็กเพิ่งหัดเล่นกีฬา

    นั่นคือทำไมในคลิปของ The Athletics ทีมในพรีเมียร์ลีกถึงเลือกที่จะส่งผู้เล่นไปเล่นลีกอาชีพมากขึ้น และทำไมนักบาสรุ่นเยาว์บางคนถึงเลือกที่จะไปเล่นลีกอาชีพที่ยุโรปแทนที่จะเข้ามหา’ลัย

    ในลีกอาชีพนั้น การแข่งขันจะเข้มข้นกว่า นักกีฬาคนอื่นก็จะแข็งแแกร่งกว่าเช่นกัน ทำให้เหมือนเป็นช่วงเวลาให้เรียนรู้ได้ทันทีเลยว่า การแข่งขันในอนาคตจะเป็นอย่างไร

    และเนื่องจากในลีกอาชีพ ทุกคนจะถือว่าเป็น “มืออาชีพ” ก็จะถูกอบรมเรื่อง “ความรับผิดชอบ” ด้วย

    ถือเป็นโอกาสให้เติบโตทั้งในและนอกสนาม

    แล้วมันเวิร์คไหม?

    ภาพจาก: Sky Sports

    ตั้งอย่างของสิ่งนี้เวิร์คที่สุดคือ ลาเมโล บอล การ์ดของทีม ชาล็อต ฮอร์เน็ตส์ โดยแทนที่เขาจะก้าวสู่รั้วมหาวิทยาลัยเฉกเช่นผู้เล่นคนอื่นๆ แต่เขากลับเข้าไปเล่นในลีกอาชีพที่ลิทัวเนียและออสเตรเลีย

    และปัจจุบันเขากลายเป็นสตาร์ของทีม พร้อมที่จะแบกทีมไปข้างหน้า

    การที่ผู้เล่นที่เก่งของ NBA ในช่วงหลังๆมากจากลีกยุโรป เช่น ลูกา ดอนซิช, นิโกลา โยคิช และ วิคเตอร์ เวมบันยามา ทำให้การไปเล่นในลีกอาชีพที่ยุโรป เป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักกีฬาดาวรุ่งทั้งหลาย

    สุดท้าย

    เส้นทางการพัฒนาของแต่ละผู้เล่นไม่เหมือนกัน การที่คนนึงทำแล้วมันได้ผล ไม่ได้หมายความว่าทีเหลือทำตามแล้วก็จะได้ผลเหมือนกัน

    สุดท้ายแล้ว การตัดสินใจเป็นของตัวนักกีฬาและผู้ชี้นำเขา ก็หวังว่าการตัดสินใจของแต่ละคนจะช่วยพัฒนาไปในทางที่ถูก

    อ้างอิง

    Why Premier League Clubs Send Youngsters To Non-League Sides | #footballshorts #soccer
    https://bleacherreport.com/articles/10010523-lamelo-ball-on-decision-not-to-play-college-basketball-what-the-f–k-is-school
    https://www.eurobasket.com/Germany/news/897348/How-European-Basketball-Has-Influenced-the-NCAA-Key-Differences-and-Similarities
    Men’s Basketball: Probability of competing beyond high school – NCAA.org

  • โดย: ภูริช “Sports in 1” เลิศไพฑูรย์พันธ์

    ภาพจาก: NBA

    วันนี้ (11 มีนาคม) ไมอามี ฮีท เปิดบ้านเอาชนะ วอชิงตัน วิซาร์ดส ไปได้ 150-129 คะแนน โดยเฮดไลน์อยู่ที่ แบม อเดบาโย บิ๊กแมนของทีมที่กดไปคนเดียว 83 แต้ม ทำสถิติแต้มเยอะที่สุดในหนึ่งเกมเป็นลำดับ 2 เหนือ โคบี ไบรอัน การ์ดผู้ล่วงลับที่ทำไป 81 คะแนน และเป็นรองแค่ วิลต์ เชมเบอร์เลน ที่ทำไป 100 แต้ม

    Not Impressed

    แม้จะมีการแสดงความยินดีอย่างถ้วยหน้า แต่ก็มีคนบางกลุ่มที่ไม่ค่อยรู้สึก “ประทับใจ” กับผลงานนี้เท่าไหร่ และหนึ่งในนั้นคือ อิเม อูโดกา เฮดโค้ชของฮูสตัน ร็อกเก็ตส์

    “สิ่งแรกที่ผมคิดเลยนะคือ เขาทำได้ไง?” อูโดกา กล่าว

    “ไม่ใช่เพราะว่าเป็นเขาหรอกนะ แต่เป็นสไตล์การเล่นของเขามากกว่า และผมเห็นเขาชู้ต 3 คะแนนลงแค่ 6 ลูก แต่ชู้ตลูกโทษลงไปตั้ง 40 ลูกใช่ไหมนะ นั่นก็คงอธิบายได้แหละ อ้อ แล้วก็พวกเขาเจอวิซาร์ดสด้วยอ่ะนะ”

    Fact Check นิดนึง แบมชู้ตสามลง 7 ครั้ง และชู้ตลูกโทษลง 36 ครั้ง แต่ที่เฮดโค้ชทีมจรวดพูดก็มีมูล

    ถ้าว่ากันตามผลงานเฉลี่ยของแบม ปีนี้เขาเฉลี่ยประมาณ 20 แต้ม ชู้ตลงเฉลี่ยที่ 44.8% เป็นชู้ตสามคะแนนลงเฉลี่ย 32.9%

    และถ้าเอาผลงานมาเทียบกับของเกมวันนี้ ก็เป็นอย่างนั้นเช่นกัน ชู้ตลงที่ 46.5% และชู้ตสามคะแนนลง 31.8% ซึ่งหมายความว่าการที่เขามีโอกาสชู้ตเยอะ และได้ชู้ตลูกโทษถึง 43 ครั้ง ช่วยเพิ่มจำนวนตัวเลขอย่างมหาศาลเลย

    แต่อีกส่วนหนึ่งของจิตใจคน ก็อาจไม่รู้สึกประทับใจ ยิ่งด้วยเป็นการแซงสถิติ 81 แต้มของโคบี ไบรอัน ผู้เล่นอันล่วงลับที่เป็นที่รักของทุกคน

    เพราะฉะนั้นเขาต้องเปรียบแทบทั้งสองเกมนี้

    โคบี 81 vs แบม 83

    ในเกม 81 แต้มของโคบี เขาเจอกับโทรอนโต แรปเตอร์ส ณ ตอนนั้นพวกเขามีสถิติ 14-27 และก็จะจบฤดูกาลด้วยผลชนะ 27 แพ้ 55 อาจจะไม่ใช่ทีมที่ดีแต่ก็ไม่แย่เท่าวิซาร์ดสในปีนี้

    เกมนั้น โคบีชู้ตลง 28 จาก 46 ครั้ง คิดเป็น 60% ซึ่งถือว่าสูงมาก และชู้ตสามคะแนนลง 7 ครั้งเท่ากัน แต่มาจากการชู้ตเพียง 13 ครั้ง ถือเป็นเปอร์เซ้นต์ที่ 53.8

    การชู้ตเฉลี่ยของโคบีในปีนั้นอยู่ที่ 45% และ 34.7% ตามลำดับ

    ส่วนในเรื่องลูกโทษ โคบีชู้ตลูกโทษแค่ 20 ครั้ง เทียบเป็นครึ่งหนึ่งของแบม และชู้ตลงไป 18 ลูก

    สัดส่วนแล้ว ลูกที่ไม่ได้มาจากลูกโทษของโคบี คิดเป็น 77.7% ส่วนของแบม อยู่ที่ 56.6% เท่านั้น

    ถ้าวัดโดยค่าเฉลี่ยแล้ว เกม 81 แต้มของโคบี เป็นผลงานส่วนตัวที่ดีกว่า 83 แต้มของแบม

    แต่มันสำคัญด้วยหรอ?

    ถึงแม้ว่าตามคณิตศาสตร์ เกมของโคบีอาจเป็นผลงานส่วนตัวที่ดีกว่า แต่มันสำคัญต่อการชื่นชมผลงานของคนหนึ่งจริงๆหรอ?

    แน่นอน เกมของโคบีเกมนั้นเป็นตำนานอยู่แล้ว 81 แต้มและผลงานส่วนตัวชนิดที่ว่าแทบจะแบกทีมหลังหักของเขา จะเป็นที่จารึกไปอีกนาน

    แต่ไม่ใช่ทุกวันที่คุณจะเห็นคนทำ 83 แต้ม

    ต่อให้มาจากลูกโทษ ต่อให้มาจากการเล่นแบบไหน 83 แต้ม ก็คือ 83 แต้ม

    สุดท้ายแล้ว เราก็ไม่ควร Discredit ใครเพียงเพราะเขาอาจจะเป็น free throw merchant หรืออาจจะเป็น unethical basketball ในสายตาของใครบางคน

    เพราะฉะนั้นคำถามที่ว่า “แบม อเดบาโย สมควรได้รับการชื่นชมหรือไม่?” คำตอบก็คือ ใช่!

    อ้างอิง

    https://www.espn.com/nba/boxscore/_/gameId/401810793
    https://www.espn.com/nba/boxscore/_/gameId/260122013
    https://www.basketball-reference.com/players/a/adebaba01.html
    https://www.basketball-reference.com/players/b/bryanko01.html
    https://x.com/TheDunkCentral/status/2031585376632979558?s=20

  • ภาพจาก: ESPN

    โดย: ภูริช “Sports in 1” เลิศไพฑูรย์พันธ์

    ในเกม ยูฟา แชมเปียนส์ลีก เมื่อเช้ามืดวันนี้ ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ พ่ายต่อ แอตเลติโก มาดริด 5-2 โดยสเปอร์สเสีย 3 ประตูตั้งแต่ 15 นาทีแรก

    ทั้ง 3 ลูกมาจากความผิดพลาดของผู้เล่นในทีมทั้งหมด ลูกแรก อันโตนิน คินส์กี จ่ายบอลผิดพลาดจนทำให้เสียประตูจากมาร์คอส ลอเรนเต ลูกที่สอง มิกกี้ ฟาน เดอ เวน ลื่นล้มจน อองตัวน์ กรีซมันส์ ได้ยิงประตูอีก 1 และลูกที่สาม คินส์กีก็พลาดท่าถวายพานให้ ฮูเลียน อัลวาเรซ ทำประตู

    หลังจากนั้น อีกอร์ ทูดอร์ ไม่สามารถทนดูได้ เปลี่ยนตัวเอา กูเกลโม วิคาริโอ ผู้รักษาประตูมือหนึ่งลงสนามทันที หลังจากผ่านไปเพียง 17 นาทีเท่านั้น

    เรื่องนี้เป็นความผิดพลาดตรงไหน?

    ทูดอร์ ผู้จัดการทีมของสเปอร์สตัดสินใจส่งคินส์กีลงในแชมเปียนส์ลีกเกมแรกของชีวิตเขาในเกมที่เจอกับแอตฯ มาดริดในบ้านคู่แข่ง สำหรับผู้รักษาประตูชาวเช็ค นี่เป็นเกมที่ 3 ของเขาในฤดูกาลนี้เท่านั้น

    แม้รายงานจาก BBC บอกว่าการส่งคินส์กีลงสนามคือแท็คติก การดร็อปวิคาริโอที่เป็นมือหนึ่งประจำของทีมมาจากฟอร์มที่แย่

    กลับกันผมคิดว่าการที่สเปอร์สยังไม่อยู่ในโซนตกชั้นก็เพราะวิคาริโอนั่นแหละ

    การส่งผู้รักษาประตูที่ไม่ได้เล่นตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่แล้ว ลงในเกมทีสำคัญแบบนี้ เปรียบได้กับการส่งพลทัพไม่พร้อมไปแนวหน้า

    และความผิดพลาด 2 จังหวะ แถมการโดนเปลี่ยนตัวออก อาจจะเป็นจุดจบของอาชีพเขาเลยก็ได้

    นัยนึง นี่อาจเป็นการเก็บวิคาริโอไว้สำหรับเกมลีก ยิ่งเฉพาะสเปอร์สอยู่เหนือโซนตกชั้นเพียงหนึ่งคะแนนเท่านั้น

    แต่สุดท้ายแล้ว ก็เป็นการทำลายอาชีพของประตูรุ่นเยาว์ทันที

    ผู้รักษาประตูมักไม่โดนเปลี่ยนตัวออก เว้นแต่ว่าจะบาดเจ็บหรือเป็นการเปลี่ยนมาเซฟจุดโทษ การเปลี่ยนออกแสดงให้เห็นว่าคุณคิดว่าเขา “แย่เกินกว่าจะอยู่ต่อ” จริงๆ

    นอกจากนี้ ผู้รักษาประตูเป็นตำแหน่งที่ “punishing” อย่างมาก ไม่สำคัญว่าคุณเก่งแค่ไหน แค่คุณพลาด คุณก็โดนตราหน้าไปตลอด ไม่เชื่อถาม อันเดร โอนาน่า สิ

    “ทูดอร์ ทำลายอาชีพ [คินส์กี] ผมรู้สึกแย่สำหรับเขา

    “เวลาชื่อเขาถูกพูดถึงในอนาคต คนก็จะจำแต่เหตุการณ์ในวันนี้ คุณควรยืนเคียงข้างเขาอย่างน้อยก็ถึงช่วงพักครึ่ง” ปีเตอร์ ชไมเคิล อดีตผู้รักษาประตูชาวเดนมาร์ก กล่าว

    “ไม่มีใครที่เป็นผู้รักษาประตูเข้าใจความยากของตำแหน่งนี้หรอก ยืดอกไว้ นายจะกลับมาได้” ดาวิด เด เคอา ผู้รักษาประตูชาวสเปนกล่าวใน X

    แม้ว่าเขาจะได้รับแรงสนับสนุนจากสมาคมผู้รักษาประตู แต่ในสายตาของอีกหลายคน อาชีพของคินส์กีอาจไม่ไปต่อจากนี้

    การเปลี่ยนตัวเขาออกภายในนาทีที่ 17 คือ “public execution” จากทูดอร์ที่แท้จริง
    อ้างอิง

    Antonín Kinský – Career stats | Transfermarkt
    Antonin Kinsky: Spurs replace keeper after conceding three goals inside 15 minutes – BBC Sport

  • โดย: ภูริช “Sports in 1” เลิศไพฑูรย์พันธ์

    ภาพจาก: ESPN

    เมื่อวานในเกมที่ นิวคาสเซิ่ล เปิดบ้านพบกับ แมนเชสเตอร์ ยไนเต็ด ที่ไม่แพ้ใครมา 11 นัดติด แสดงให้เห็นถึงหัวใจนักสู้ของทีมสาลิกาดงจริงๆ

    หลังจากในนาทีที่ 45 จาค็อบ แรมซีย์ กองกลางของนิวคาสเซิ่ล โดนใบเหลืองที่สองหลังจากที่พยายามพุ่งล้มในกรอบเขตโทษ ทำให้นิวคาสเซิ่ลเหลือ 10 คนตั้งแต่ครึ่งแรก

    ณ ตอนนั้นเอง นิวคาสเซิ่ล รูปเกมนำและดูดีกว่าทีมปีศาจแดงอย่างมาก แต่พอมีใบแดงแบบนี้ ปกติอาจเสียขบวนทุกอย่างไปหมด

    แต่ แอนโธนี กอร์ดอน สามารถเรียกจุดโทษและยิงเข้ากลางประตูให้นิวคาสเซิ่ลนำก่อน ซะ อย่าง งั้น

    อย่างไรก็ดี ในจังหวะฟรีคิก ช่วงทดของทดเวลา แมนฯ ยูไนเต็ด ได้ประตูคืนจากการโหม่งของคาเซมิโร

    จบครึ่งแรกที่ 1-1

    ในครึ่งหลัง ก็คงไม่ผิดที่จะคิดว่า ทัพอสูรแดงจะผงาดและครองเกมเพื่อบดขยี้คนน้อยกว่า

    แต่ไก่ออกลูกเป็นลิง ไม่น่าเชื่อ กลายเป็นนิวคาสเซิ่ลที่ครองเกมและคงสกอร์นี้ไว้ได้ และรูปเกมเหนือกว่า แมนฯ ยูไนเต็ดที่มีผู้เล่นมากกว่าเสียอีก

    ก่อนที่จังหวะสวนกลับและความขยันของ วิลเลียม โอซูลา จะปั่นโค้งๆ เขาตุงตะข่าย คว้าสามคะแนนให้นิวคาสเซิ่ลอย่างไม่น่าเชื่อ

    ทำไมรูปเกมถึงดีกว่าชัดเจน

    ภาพจาก: The Sun

    เครดิตทั้งหมดต้องยกให้ ผู้เล่นนิวคาสเซิ่ล และ เอ็ดดี ฮาว ที่ไม่ยอมแพ้และสามารถมอบความปรายชัยให้ปีศาจแดง หยุดสถิติแพ้คาบ้าน 3 นัดรวดของตัวเอง และสถิติไม่แพ้ใคร 11 นัดของทีมเยือนได้สำเร็จ

    อนึ่ง กระผมคิดว่า การที่นิวคาสเซิ่ลออกนำก่อน คือแสงจุดประกายให้พวกเขาสู้แบบไม่เกรงกลัวในครึ่งหลัง เพราะการยิงนำก่อนในสถานการณ์ที่เสียเปรียบ มอบความมั่นใจให้ทีมว่าพวกเขาเหนือกว่าแม้จำนวนคนน้อยกว่า ถึงแม้ประตูจะได้มาจากจุดโทษก็ตาม

    นั่นทำให้ผู้เล่นนิวคาสเซิ่ลสามารถครองเกม ส่งบอลอย่างมั่นใจ และสามารถควบคุมเทมโปของทีมได้

    อีกส่วนต้องขอบคุณ แอรอน แรมส์เดล ผู้รักษาประตูวัย 27 ปีที่สามารถปกป้องประตูเน้นๆของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ถึงสามครั้งเน้นๆ จาก ค็อบบี เมนู, โจชัว เซิร์กซี และ เลนีย์ โยโร

    ส่วน เอ็ดดี ฮาว ผู้จัดการทีมเอง ก็สมควรได้เครดิตจากนัดนี้เช่นกัน การเปลี่ยนตัวที่ “กล้าแลก” กับปีศาจแดง ไม่หวั่นกลัวอะไรจนได้รับการตอบแทนถือเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม

    มุมมองของปีศาจแดง

    ภาพจาก: Daily Express

    เกมนี้เป็นเกมที่ทัพปีศาจแดงเล่นได้อย่างย่ำแย่

    ทั้งการครองเกมที่เป็นรองตลอด บวกกับฟอร์มที่ไม่ดีของ ไบรอัน เอ็มบูโม และ มาเธอุส คุนญา ทำให้ไม่สามารถแผลงฤทธิ์ได้เลยในกรอบเขตโทษ

    แถมผู้เล่นทุกคนเล่นแบบพะวงกลัวตลอดเวลา หนึ่งเหตุผลอาจจะมาจากการที่พวกเขาโดนยิงนำก่อน จนเสียความมั้่นใจ

    ไม่ใช่ว่าโอกาสจะไม่มี แต่พวกเขาจบไม่ได้เอง

    นี่เป็นครั้งที่ 2 ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่พวกเขาพ่ายแพ้ต่อทีมที่เหลือ 10 คน หลังจากที่เขาแพ้เอเวอร์ตันคาบ้านในลักษณะนี้ไปเมื่อต้นฤดูกาล

    สิ่งนี้เกิดขึ้น 2 ครั้ง ภายใน 2 เฮดโค้ช แสดงให้เห็นถึงสปิริตทีมที่ขาดหายภายในตัวผู้เล่นเอง และการที่พวกเขาจบสกอร์ไม่ได้เอง ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ทัพนี้ในชุดอโมริม ไม่สามารถไปไกลเท่าที่ฝั่งฝันได้

    ทางด้าน ไมเคิล คาร์ริก นี่คือความปราชัยครั้งแรกในการคุมทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เขาคงรู้ว่าไม่น่าจะสามารถจะชนะได้ตลอด แต่ก็คงไม่อยากให้แพ้แบบนี้เช่นกัน

    คาร์ริกพยายามเพื่อตัวรุกเพื่อกดดันนิวคาสเซิ่ล แต่กลับไม่สามารถเป็นเช่นนั้นได้ และการตัดสินใจส่ง ไทแรล มาลาเซีย ลงมาก็เป็นการกระทำที่โดนลงโทษโดยไม่ได้ตั้งใจ (เพราะไม่มีแบ็คซ้ายเหลือแล้วหลังจากที่ นุสแซร์ มาซราวี บาดเจ็บ) หลังจากที่แบ็คซ้ายชาวดัตช์ เสียเหลี่ยมให้กับ โอซูลา จนเป็นที่มาของประตูแห่งความพ่ายแพ้

    ท้ายสุดแล้ว นี่คือเกมที่น่าชื่นชมของนิวคาสเซิ่ล แต่เป็นเกมที่น่าผิดหวังอย่างมากสำหรับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
    อ้างอิง

    Osula wonder goal for 10-man Newcastle ends Carrick’s unbeaten Manchester United start | Premier League | The Guardian

  • โดย: ภูริช “Sports in 1” เลิศไพฑูรย์พันธ์

    ภาพจาก: The Sun

    “ความบ้า (Insanity) คือการที่คุณสิ่งเดิม โดยคาดหวังผลลัพท์ที่ต่างออกไป”

    คำพูดนี้กลับมาสะท้อนอีกครั้งหลังจากที่ลิเวอร์พูลบุกไปแพ้ทีมบ๊วยอย่างวูล์ฟแฮมป์ตัน วอนเดอเรอส์ 1-2

    โดยหนึ่งในเหตุการณ์ที่เป็นจุดสำคัญของเกมนี้คือจังหวะที่ลิเวอร์พูลได้ลูกเตะมุม อูโก เอกิติเก โหม่งโด่งมาที่เสาไกล และเคอร์ติส โจนส์กำลังจะยัดลูกเข้าเสาประตู

    แต่จู่ๆ กักโป ที่พยายามจะเกี่ยวบอล แต่กลับทำให้ลูกถูกเคลียร์ออกนอกเส้นประตูไปซะอย่างนั้น

    นอกเหนือจากนี้กักโปก็ทำอะไรไม่ได้มากก่อนที่จะถูกเปลี่ยนตัวออกให้ ริโอ เอ็นกูโมฮา ดาวรุ่งวัย 17 ปีลงสนามแทน

    ปีนี้ ต้องบอกเลยว่ากักโป หนึ่งในผู้เล่นระดับท็อปของทีม ผลงานดร็อปลงไปบ้าง ถึงแม้จะสามารถยิงได้ 8 ประตูทุกรายการ แต่ความเปรี้ยงปร้างจากฝั่งซ้ายของสนามกลับหายไปอย่างไม่น่าเชื่อ

    กระนั้น ผู้จัดการทีมอย่างอาร์เนอ สล็อตก็ยังเลือกที่จะไว้ใจให้กักโปลงสนามเป็นตัวจริงอย่างต่อเนื่อง 24 จาก 29 นัดในพรีเมียร์ลีก จนได้สมยานาม “ลูกรัก” ไปโดยปริยาย

    เหตุใดฟอร์มถึงหายไป

    ฟอร์มการเล่นของผู้เล่นนั้นเป็นนามธรรม ไม่เข้าใครของใคร และจะมาเมื่อไหร่ก็ไม่มีใครรู้

    แต่นอกจากนี้ถ้าหากวิเคราะห์ถึงสไตล์การเล่นของกักโปแล้ว มันจะมีปัญหาอยู่อย่างนึง

    นั้นคือเขาเป็นผู้เล่นที่มี “มิติเดียว”

    คุณรู้ว่าเวลาเขาได้บอลแล้วจะเกิดอะไรขึ้น วิ่งออกด้านนอก ก่อนที่จะตัดกลับเข้ามาด้านในเพื่อยิงประตู

    นอกจากนี้ กักโปไม่ได้เน้นลูกวิถีโค้ง กลับกัน เขามีทีเด็ดในการซัดลูกฟุตบอลด้วยความเร็วและแรงมาก ทำให้ทะลุผ่านกองหลังและผู้รักษาประตูเข้าไปเลย

    จุดอ่อนคือถ้าบอลไม่สามารถออกจากเท้าเขาได้ ก็ไม่มีประโยชน์ ทีมและผู้เล่นได้ทำการปิดมุมทางด้านขวาของเขา และบังคับให้เคลื่อนออกไปด้านนอก ในจุดที่กักโปจะเสียเปรียบ

    เรียกได้ว่าทีมสามารถ understand him now และปิดผนึกเกมรุกของเขาได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อเทียบกับปีก่อนๆ

    แล้วทำไมถึงยังได้ลงตัวจริง

    ภาพจาก: FotMob

    สิ่งนี้เกิดขึ้นเนื่องด้วยเหตุผลที่ควบคุมได้ และควบคุมไม่ได้

    ในฤดูกาลที่แล้ว ลิเวอร์พูลมีแนวรุกที่สามารถเล่นในฝั่งซ้ายได้ 3 คนหลักๆก็คือ:

    • โคดี กักโป
    • หลุยส์ ดิอาซ
    • ดิโอโก โจตา

    แต่ในปีนี้ ลิเวอร์พูลเลือกที่ขายดิอาซให้กับบาเยิร์น มิวนิค และโจตาก็จากไปอย่างกระทันหันในอุบัติเหตุทางรถยนต์

    ทำให้ออปชั่นทางด้านซ้ายมีจำกัด

    ถึงแม้จะมีเฟเดริโก คิเอซา ที่สามารถเล่นฝั่งซ้ายได้ แต่ “สล็อตแมชชีน” กลับให้เขามีบทบาทเป็นตัวรุกด้านขวามากกว่า

    เรื่องของ personnel ก็เป็นเหตุผลว่าทำไมกักโปยังถูกไว้ใจอย่างต่อเนื่อง แม้ฟอร์มจะดร็อปลงไปมาก

    ต่อจากนี้

    หลังจากจบเกมที่เจอกับวูล์ฟ สตีเฟน เจอร์ราด ตำนานของทีมได้ออกมากล่าวว่า

    “[สล็อต] ต้องส่ง [เอ็นกูโมฮา] ลงเป็นตัวจริงได้แล้ว ในช่วงเวลาอันสั้น เขาสามารถทำเกมได้มากกว่ากักโปที่ลงเล่น 65-70 นาทีก่อนหน้านี้ เขาสมควรที่จะได้เป็นตัวจริง”

    แม้ ริโอ เอ็นกูโมฮา จะมีเพียงหนึ่งประตูตลอดทุกรายการที่ลงเล่น แต่ก็ปฎิเสธไม่ได้ว่าเขาสามารถสร้างอิมแพ็คได้ดีมากเมื่อถูกส่งลงมา ทั้งการเลี้ยงบอลผ่านคู่แข่งและการจ่ายบอลในกรอบเขตโทษ

    เพราะฉะนั้น การส่งเขาลงมาในช่วงที่กักโปฟอร์มตก ก็เป็นหนึ่งในทางออกที่สมเหตุสมผล

    ถ้าซาลาห์สามารถถูกดรอปในช่วงที่ฟอร์มแย่ ทำไมกักโปจะถูกดร็อปบ้างไม่ได้ ยิ่งถ้ามีตัวแทนที่สามารถโชว์ฟอร์มได้ดีกว่า?

    อ้างอิง

    Cody Gakpo – Stats 25/26 | Transfermarkt
    Wolves 2-1 Liverpool: Andre’s stoppage-time winner sees bottom club beat reigning Premier League champions at Molineux | Football News | Sky Sports
    Steven Gerrard: “Liverpool really poor for 65 minutes. Slot has to start Ngumoha now. He has to. He’s doing more than Gakpo does in 60-70 minutes. He has to start on Friday.” : r/soccer

  • โดย: ภูริช “Sports in 1” เลิศไพฑูรย์พันธ์

    ภาพจาก: Sky Sports

    สิ้นเสียงนกหวีดหลังเกมที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เปิดบ้านชนะ คริสตัล พาเลซ 2-1 โอลิเวอร์ กลาสเนอร์ ออกมากล่าวถึงฟอร์มของทีมในตอนนี้ว่า

    “ณ จุดนี้ ผู้เล่นในทีมยังสู้ต่อไปแม้ว่าสถานการณ์จะยากลำบาก ขอให้ไว้ใจผมจนจบฤดูกาลเถอะ”

    โดยบอสใหญ่ชาวออสเตรียยืนยันตั้งแต่แรกแล้วว่า เขาจะอำลาทีมหลังจบฤดูกาลนี้ แต่ทั้งฟอร์มที่ย่ำแย่ของพาเลซซึ่งปัจจุบันรั้งอันดับ 14 การที่เขาออกมาวิจารณ์บอร์ดบริหาร และการที่เขาแตกหักกับแฟนบอล ทำให้ซีซั่นนี้ของกลาสเนอร์อาจจบเร็วกว่าที่ควรจะเป็น

    บทเริ่มต้นที่สวยงาม

    การที่พาเลซกลับมาอยู่ครึ่งล่างของตารางอีกครั้ง นับเป็นเรื่องน่าประหลาดใจอย่างมาก เพราะกลาสเนอร์พาทีมคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ ได้ในฤดูกาลที่แล้ว ชนะลิเวอร์พูลในศึกคอมมูนิตี้ชีลด์ และยังออกสตาร์ทฤดูกาลนี้ได้อย่างยอดเยี่ยม ขึ้นไปสูงสุดถึงอันดับ 3 ตั้งแต่สัปดาห์แข่งที่ 6 พร้อมสถิติไม่แพ้ใครต่อเนื่อง (รวมช่วงท้ายฤดูกาลก่อน) ถึง 19 นัด

    แน่นอนว่า แม่ทัพอย่างโอลิเวอร์ กลาสเนอร์ ได้รับเครดิตเต็ม ๆ หลายคนยกย่องในตัวเขา กับแผน 3-4-2-1 ที่กลาสเนอร์กลับทำให้มันดูเหมือน “ความมั่นคง” ที่สำคัญที่สุดของทีม ในช่วงเวลาที่ผู้จัดการทีมแผนหลังสามคนอื่นยังหาความแน่นอนไม่ได้

    พาเลซในช่วงนั้นดูเหมือนเป็นทีมที่ทุกคนต้องเกรงกลัวและหวาดระแวง

    จุดเปลี่ยนจากนอกสนาม สู่ในสนาม

    จริง ๆ แล้ว จุดเริ่มต้นของฟอร์มที่ดิ่งพสุธาเกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนฤดูกาลจะเริ่มเสียด้วยซ้ำ

    คริสตัล พาเลซ ในฐานะแชมป์เอฟเอ คัพ ควรจะได้ไปเล่นในศึกยูฟ่า ยูโรปาลีก แต่เนื่องด้วยกฎเจ้าของทีมร่วม ทำให้พาเลซถูกปรับไปเล่นในยูฟ่า คอนเฟอเรนซ์ลีกแทน

    แต่สิ่งที่ทำให้กลาสเนอร์ไม่พอใจยิ่งกว่าคือ “ตลาดนักเตะช่วงหน้าร้อน” ของทีม ที่ถึงแม้จะทำกำไรได้ถึง 16.5 ล้านปอนด์ แต่ทีมกลับไม่ได้ซื้อผู้เล่นที่กลาสเนอร์ชื่นชอบหรืออยากใช้งานจริง ๆ

    มิหนำซ้ำ สัญญาของกลาสเนอร์ก็จะหมดลงหลังฤดูกาลนี้ หากพาเลซไม่สามารถแสดง “ความกระหาย” และแผนระยะยาวที่ทำให้เขาเชื่อมั่นได้ กุนซือวัย 51 ปีก็พร้อมจะไปอย่างไม่ลังเล

    ความต้องการเชิงธุรกิจของพาเลซ ซึ่งรู้ตัวว่าเป็นทีมระดับกลางที่ไม่สามารถรั้งผู้เล่นระดับท็อปไว้ได้ในระยะยาว สวนทางอย่างสิ้นเชิงกับความต้องการของกลาสเนอร์ที่อยากพาทีมลุ้นพื้นที่ด้านบนของตาราง

    New Year, New Palace

    ภาพจาก: Sky Sports

    และทุกอย่างก็มาถึงจุดแตกหักเมื่อขึ้นปี 2026

    ทัพอินทรีแก้วเลือกขายมาร์ค เกฮี กองหลังกัปตันทีม ให้กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ด้วยราคา 20 ล้านปอนด์ นั่นทำให้กลาสเนอร์ไม่พอใจอย่างมาก และประกาศต่อสื่อมวลชนว่าเขาจะไม่ไปต่อกับทีม พร้อมอำลาหลังจบฤดูกาลนี้

    จากนั้นความรู้สึกแบบ “แล้วจะเล่นฤดูกาลนี้ไปทำไม” ก็เริ่มคืบคลานเข้าสู่ห้องแต่งตัว และฟอร์มของทีมจากที่พอทรง ๆ ก็กลับดิ่งลงเหว

    นับตั้งแต่ช่วงเดือนธันวาคมถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ พาเลซจากที่เคยไม่แพ้ใคร 19 นัดติด กลับกลายเป็นไม่ชนะใคร 12 นัดติดต่อกัน

    และผลงานที่ย่ำแย่ที่สุดคือการบุกไปพ่าย แม็คเคิลส์ฟิลด์ ทีมจากดิวิชั่น 6 ในศึกเอฟเอ คัพ 1-2 ทำให้แชมป์เก่าตกรอบตั้งแต่รอบแรก

    ภาพจาก: Sportsnet

    เกมนัดนั้นเหมือนทำให้ฤดูกาลของพาเลซ “จบลงในนามธรรม” แต่สิ่งที่แย่กว่าคือชื่อเสียงและความเชื่อมั่นต่อโอลิเวอร์ กลาสเนอร์ ทั้งจากแฟนพาเลซและแฟนบอลทีมอื่น ขาดสะบั้นแทบจะทันที

    ก็จริงอยู่ บางคนอาจมองว่าเป็นความผิดของผู้เล่น เพราะทีมพรีเมียร์ลีกต่อให้ไม่มีโค้ชก็ไม่ควรแพ้ทีมนอกลีก แต่ผลลัพธ์มันสะท้อนชัดว่า กลาสเนอร์กำลังเสียการควบคุมในตัวผู้เล่น และความมั่นใจในทีมก็หายไปจนแทบหมด

    ต่อจากนี้

    ณ ตอนนี้ ยังไม่มีรายงานว่าจะมีการปลดกลาสเนอร์ออก

    การปลดผู้จัดการทีมต้องใช้เงินและทรัพยากรพอสมควร และหากไม่สามารถหาตัวแทนที่เหมาะสมได้ในช่วงนี้ ทีมก็อาจแย่ลงกว่าเดิมอีกก็เป็นได้

    ไม่น่าเชื่อเลยว่า คริสตัล พาเลซ และโอลิเวอร์ กลาสเนอร์ ที่ถูกเชิดชูและเกรงขามเมื่อต้นฤดูกาล กลับถูกมองข้ามและถูกสบประมาทอย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียงครึ่งฤดูกาล

    มันเป็นข้อเตือนใจอย่างดีว่า ผู้จัดการทีมกับบอร์ดบริหารต้องมีวิสัยทัศน์เดียวกัน เพราะฟอร์มที่ดูดีชั่วครู่ อาจเป็นเพียงภาพมายาที่ซ่อน “ความพินาศ” ซึ่งรอวันตามมาอยู่ก็ได้

    อ้างอิง

    https://www.bbc.com/sport/football/articles/cy9g5181nyjo
    https://www.bbc.com/sport/football/articles/cn4g0ld8d53o
    https://www.bbc.com/sport/football/articles/cx2w90855ywo
    https://www.bbc.com/sport/football/articles/c708v1jk9pqo
    https://www.bbc.com/sport/football/articles/c62n16q069xo
    https://www.siamsport.co.th/football-international/fa-cup/97951/

  • โดย: ภูริช “Sports in 1” เลิศไพฑูรย์พันธ์

    ภาพจาก: BBC

    จุดเริ่มต้นของทุกสิ่งเกิดขึ้นในเกมที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พลิกล็อคพ่ายกริมบี ทาว์น หลังการดวลจุดโทษในศึกคาราบาว คัพ

    ในเกมนั้น ทัพปีศาจแดงที่เฮิมเกริมมาจากพรีเมียร์ลีก และต้องการหาชัยชนะแรกของฤดูกาลได้พลาดท่าเสีย 2 ประตูให้กับทีมที่อยู่ลีกทู หรือ 3 ดิวิชั่นต่ำกว่าตนเอง

    ประตูแรกนั้น อังเดร โอนานา ผู้รักษาประตูชาวแคมเมอรูน พลาดท่าไม่สามารถปัดลูดออกจากเสาแรกของตนเองได้ ณ ตอนนั้น บ้างอาจจะว่ามันเป็นลูกที่มาเร็วใกล้เท้าผู้รักษาประตู อาจจะโทษนายด่านได้ไม่เต็มปาก

    แต่ลูกที่สองนั้น โอนานามาสกัดลูกครอสพลาด ทำให้ผู้เล่นกริมบีได้ซัดประตูโล่งๆเข้าไปชนิดที่ว่า ทุกคนที่เห็นแทบต้องกุมขมับ

    ยังดีที่ ไบรอัน เอ็มเบอโม และ แฮรี แม็กไกวร์ สามารถยิงได้คนละหนึ่งเพื่อนำเกมไปสู่การดวลจุดโทษ อย่างไรก็ดีแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดก็ได้พ่ายแพ้การดสลครั้งนั้นไปแบบไม่น่าเชื่อ

    ทั้งหมดทั้งมวล เมื่อเพิ่มเติมกับปัญหาผู้รักษาประตูของทั้งอัลทาย บายินเดีย และ โอนานา ทำให้บอร์ดบริหารของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดไม่มีทางเลือก คว้าตัวเซนเนอ ลัมเมนส์ ผู้รักษาประตูวัย 23 ปีจากรอยัล อันท์เวิร์ป

    ณ ตอนนั้น มีทางเลือกระหว่าง ลัมเมนส์ กับ เอมิเลียโน มาร์ติเนซ ผู้รักษาประตูดีกรีแชมป์โลกจากแอสตัน วิลล่า แต่สุดท้ายแล้ว ปีศาจแดงเชื่อในแผนระยะยาวของตนมากกว่า และเลือกที่จะคว้าตัวลัมเมนส์เข้ามาร่วมทีม

    หลังจากที่นั่งสำรองซักพัก พอได้โอกาสเป็นตัวจริงก็ไม่ทำให้ผิดหวัง ในเกมปะทะซันเดอร์แลนด์ที่ชนะไป 2-0 และเก็บคลีนชีทแรกประจำฤดูกาลนี้ให้กับทีมอีกด้วย

    หลังจากนั้น นายทวารร่างใหญ่จากเบลเยี่ยมก็ลงเล่นในพรีเมียร์ลีก 21 นัด แม้จะเสียไป 26 ประตู แต่สามารถเซฟประตูมากกว่าที่คาดว่าจะเสียถึง 5.5 ประตูด้วยกัน ซึ่งมากที่สุดในพรีเมียร์ลีก เหนือ จานลุยจิ ดอนนารุมมา ของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ อลิสซง เบ็คเกอร์ ของลิเวอร์พูล

    นอกจากนี้ เมื่อยามที่ลัมเมนส์เฝ้าเสา ยูไนเต็ดพ่ายแพ้ในพรีเมียร์ลีกแค่ 2 ครั้งเท่านั้น! (ถ้าแฟรงค์แค่บอกว่าไม่แพ้ใคร 5 นัดติด น่าจะได้ตัดผมเป็นชาติแล้ว)

    ถึงแม้ว่าจะไม่ได้มีเซฟเหนือมนุษย์เหมือนดาวิด เด เคอา อดีตยอดประตูของแมนฯ ยูไนเต็ด แต่ความสุขุม นิ่ง และความสม่ำเสมอคือจุดเด่นของลัมเมนส์

    ล่าสุด หลังจากในเกมที่เจอเอเวอร์ตัน เขาก็ออกมาตัดบอลได้หลายจังหวะ แม้จะโดนรุมอย่างหนักจากผู้เล่นท็อฟฟี่ก็ตาม

    ภาพจาก: Opta

    ลัมเมนส์ยังเด็ก ในวัยแค่ 23 ปี และในฤดูกาลที่ 2 อย่างเต็มตัวในลีกอาชีพ เขายังมีข้อผิดพลาดให้เห็นบ้าง เช่นการยืนตำแหน่งพลาดจนเสียประตูจากลูกฟรีคิกในเกมที่เสมอบอร์นมัธ 4-4

    อย่างไรก็ดี ความสุขุมและพึ่งพาได้ของนายด่านแดนช็อกโกแลตนี่เอง คือสิ่งที่แฟนๆยูไนเต็ดหลายคนรวมถึงผมชื่นชอบ

    ไม่จำเป็นต้องหวือหวา ไม่จำเป็นต้องโชว์เหนือ แต่ขอให้เซฟลูกที่ควรเซฟได้ ไม่มีข้อผิดพลาดที่น่าเกลียด และเป็นเสาหลักของทีมได้ ก็เพียงพอแล้ว

    เมื่อเทียบกับนายทวาร 2 ที่เขามาแทนที่ จากความครั่นเนื้อสั่นตัว และความวิตกกังวลต่อความผิดพลาด ก็กลายมาเป็นความสบายใจและอุ่นใจ รวมถึง “ความเชื่อมั่น” ที่แฟนยูไนเต็ดไม่ได้รู้สึกมา 2 ปี

    และที่น่ากลัวที่สุดก็คือ เขาจะยิ่งเก่งขึ้นกว่านี้ได้อีก และมีสัญญายาวกับปีศาจแดงไปจนถึงปี 2030!

    อ้างอิง

    https://theanalyst.com/competition/premier-league/stats
    https://www.skysports.com/transfer/news/12691/13417484/senne-lammens-transfer-news-manchester-united-agree-lb18-2m-deal-to-sign-goalkeeper-from-royal-antwerp
    https://www.manutd.com/en/news/detail/who-won-man-utd-man-of-the-match-v-sunderland#:~:text=Senne%20Lammens%20enjoyed%20a%20solid,clean%20sheet%20of%20the%20season.

  • โดย: ภูริช “Sports in 1” เลิศไพฑูรย์พันธ์

    ภาพจาก: BBC

    ล่าสุด คีเรน แม็กไกวร์ นักธุรกิจสายฟุตบอลได้พูดถึงคดีที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ทำผิดกฎการเงิน 115 ข้อหา ซึ่งได้พูดคร่าวๆถึง timeline ปัจจุบัน และบทลงโทษที่น่าจะเกิดขึ้น

    หลังจากแม็กไกวร์ออกมาพูดเรื่องนี้ เรื่องราวเกี่ยวกับคดีการเงินของทีมเรือใบสีฟ้าได้กลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง นับตั้งแต่คดีนี้ยื้อมาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 2023

    โดยแม็กไกวร์ได้ออกมาพูดถึงบทลงโทษที่น่าจะเกิดขึ้น ซึ่งคาดการณ์ว่าจะโดนปรับ 60 แต้มในพรีเมียร์ลีก แต่ไม่สามารถปรับตกชั้นโดยตรงได้เนื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นข้อพิพาทที่เพิ่มเติมมาจากศึกยูฟา แชมเปียนส์ลีก รวมถึงคาดการณ์เพิ่มเติมว่า น่าจะทราบผลในช่วงรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2026

    อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดก็เป็นแค่การคาดการณ์เท่านั้น แต่ก็สะท้อนถึงความยาวนานและยืดเยื้อของคดีนี้

    อ้างอิง

    https://www.si.com/soccer/enormous-punishment-man-city-115-premier-league-charges-predicted

  • โดย: ภูริช “Sports in 1” เลิศไพฑูรย์พันธ์

    ภาพจาก: r/soccer บน Reddit

    ภาพด้านบนคือสิ่งที่เกิดขึ้นในเกมที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดบุกไปเยือนเอเวอร์ตัน โดยเจ้าถิ่นได้ใช้กลยุทธ์ในการอัดผู้เล่นให้มากที่สุดในกรอบหกหลา โดยเป็นแท็คติกที่เน้นก่อกวนผู้รักษาประตูให้มากที่สุด

    และในจำนวน 10 ครั้งที่เอเวอร์ตันได้เตะมุม พวกเขาใช้แผนนี้แทบทุกครั้ง และถึงแม้ว่าจะไม่สามารถทำประตูได้ก็ตาม แต่ก็เป็นปัญหาอย่างมากให้กับแนวรับของยูไนเต็ดทั้งเลนี โยโร, ค็อบบี เมนู และ เซนเนอ ลัมเมนส์

    แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทีมเลือกที่จะใช้แผนนี้เมื่อทีมได้เตะมุม ในช่วงปีให้หลังมานี้ นี่เป็นแท็คติกที่หลายทีมชอบใช้ในพรีเมียร์ลีกเลยทีเดียว

    ภาพจาก: r/ManchesterUnited บน Reddit
    ภาพจาก: ESPN UK

    ความไม่สวยงามของ “ฟุตบอลอังกฤษ”

    แต่แผนนี้เป็นแค่ส่วนหนึ่งของภาพใหญ่ในฟุตบอลอังกฤษ โดยในฤดูกาลนี้ มีประตูจากลูกเตะมุมในปีนี้ไปแล้วมากกว่า 40 ประตู นอกจากนี้ยังมีการที่ลูกทุ่มไกลได้กลับมามีบทบาทมากขึ้นในปีนี้อีกด้วย

    และเมื่อเกิดลูกนิ่ง ผู้เล่นก็มักจะกรูเข้าไปในกรอบเขตโทษ เบียดกันและแย่งกันโหม่งหรือสร้างพื้นที่ในการทำประตู

    บ้างก็ชอบ บ้างก็ขยาด แต่ปฎิเสธไม่ได้ว่านี่คือ “มาตรฐาน” ของฟุตบอลอังกฤษไปแล้ว

    ตั้งแต่นานมาแล้ว ฟุตบอลอังกฤษมักจะเน้นความเรียบง่ายและบอลยาว ฟุตบอลสไตล์ “Route One” ที่ทีมจะเน้นเตะลูกบอลไปในระยะไกล และใช้ส่วนสูง พละกำลัง และความเร็วในการแย่งฟุตบอลเพื่อหาโอกาสการทำประตู

    เมื่อเทียบกับ Tiki-Taka ของสเปน ฟุตบอลเกมรุกของเยอรมัน หรือ Total Football ที่มีต้นกำเนิดมาจากเนเธอร์แลนด์ ฟุตบอลอังกฤษจะเรียกว่า “น่าเกลียด” ก็คงไม่ผิดนัก

    ความไม่สมบูรณ์อันสวยงาม

    ภาพจาก: Oishya

    แต่ถึงแม้ว่าจะดูไม่สวยงาม แต่นั่นเองก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ฟุตบอลอังกฤษได้รับการรับชมมากที่สุดในโลก

    ด้วยคอนเซปของ Wabi-Sabi ที่ความไม่สมบูรณ์นี่แหละที่สวยงาม ฟุตบอลที่ดูไม่น่าดูกลับกลายเป็นความสวยงามและความจริงของชีวิตสำหรับหลายคน

    ลองนึกย้อนกลับไปสมัยมัธยม ฟุตบอลกับผองเพื่อนในสนามโรงเรียนนั้นก็เรียบง่ายเช่นนั้นเหมือนกัน ไม่มีความซับซ้อน ไม่มีฟุตบอล 1 จังหวะ แต่เป็นการให้แต่ละคนแสดงความเป็นตัวเอง พละกำลัง ความเร็ว และความเรียบง่าย คือความสุขของฟุตบอลในวัยเยาว์ของหลายคน

    เพราะฉะนั้น ความไม่ซับซ้อน เรียบง่าย ตรงไปตรงมา แม้จะดูไม่สวยงาม แต่ก็สะท้อนความสุขของใครหลายคนได้เป็นอย่างดี

    อย่างไรก็ดี พรีเมียร์ลีกก็ควรปรับกฎของการกรูไปในกรอบเขตโทษให้มากขึ้น เพราะสุดท้ายแล้ว การรบกวนคู่แข่งและไม่เล่นฟุตบอล ก็ผิดกติกาอยู่ดี

    อ้างอิง

    https://dictionary.cambridge.org/dictionary/english/route-one-football
    https://www.theguardian.com/football/2025/nov/01/premier-league-has-turned-a-tactical-corner-but-set-play-trend-will-surely-fade
    https://www.bbc.com/sport/football/articles/cj414dn2reeo
    https://thestandard.co/life/wabi-sabi-mindset/
    https://www.espn.co.uk/football/story/_/id/37479685/how-premier-league-became-world-most-popular-league-inception-1992

  • โดย: ภูริช “Sports in 1” เลิศไพฑูรย์พันธ์

    ภาพจาก: Sports Illustrated

    การดราฟเป็นหนึ่งในสิ่งที่อยู่คู่กันกับอเมริกันเกมส์มาอย่างยาวนาน และเป็นสิ่งที่ทุกทีมรอคอยเมื่อฤดูกาลได้ปิดตัวลง

    แต่สิ่งหนึ่งที่ย่อมมาคู่กันกับการดราฟคือการ “แทงค์ (tanking)” ซึ่งก็คือการที่ทีมเจตนาเล่นให้แพ้หรือเล่นต่ำกว่ามาตรฐานเพื่อให้ทีมแพ้เยอะที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อเอาสิทธิ์ดราฟที่สูงที่สุดที่จะทำได้

    เพราะว่าบางครั้ง การได้ซุปเปอร์สตาร์รุ่นเยาว์มาร่วมทีม สามารถพลิกสถานการณ์ของทีมได้อย่างฉับพลัน เช่นการดราฟ วิคเตอร์ เวมบันยามา ของซานอันโตนิโอ สเปอร์สที่ได้สิทธิ์อันดับ 1

    แต่ในปีนี้ การกระทำเพื่อที่จะจงใจให้แพ้ หรือให้ทีมเสียเปรียบที่สุดมันไปอีกขั้นหนึ่ง

    เช่นการที่ยูทาห์ แจ๊ส ได้ทำการพักผู้เล่นตัวหลักอย่าง ลอว์รี มาร์เคเนน (Lauri Markkenen) และ จาเรน แจ๊กสัน จูเนียร์ (Jaren Jackson Jr.) ในควอเตอร์ 4 ในเกมที่พวกเขาแพ้ ออร์แลนโด เมจิกส์ 120-117 เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ และเกมที่พวกเขาชนะ ไมอามี ฮีต 115-111

    ทำไมทีมถึงเลือกที่จะแทงค์กันในปีนี้

    ถึงแม้ว่าแจ๊สจะโดนปรับ 500,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 15 ล้านบาท) แต่ทุกเกมที่พวกเขาแพ้ พวกเขาก็จะเข้าใกล้ถึงผู้เล่นในชุดดราฟ 2026 ที่มีชื่อนักบาสดาวมหาลัยหลายคน เช่น เอเจ ดีบันซ์สา (AJ Dybantsa), ดารีน พีเตอร์สัน (Darryn Peterson) และ แคมเมรอน บูเซอร์ (Cameron Boozer)

    ไม่ใช่แค่แจ๊สเท่านั้น แต่ทีมอย่างอินเดียนา เพเซอร์ส ที่ตัวหลักอย่าง ไทรีส แฮลิเบอร์ตัน บาดเจ็บ ได้ทำการพักผู้เล่นตัวหลักคนอื่นเช่น ปาสคาว ซิอาคาม ในเกมที่เขาสามารถลงได้จนถูกปรับ 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3 ล้านบาท) เช่นกัน

    ประเด็นสำคัญของทีมพวกนี้คือ พวกเขามีผู้เล่นระดับสตาร์อยู่แล้ว แต่ในฤดูกาลที่พวกเขาไม่ลุ้นแชมป์ พวกเขาจะพยายามหาผู้เล่นระกับสูงให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เนื่องจากเห็นตัวอย่างของทีมที่มีผู้เล่นคุณภาพวัยเยาว์หลายคนอย่าง โอคลาโฮมา ซิตี ธันเดอร์ส ที่สามารถคว้าแชมป์ได้ในฤดูกาลก่อนหน้า

    ทำไมลีกต้องการแก้ปัญหาเรื่องนี้

    สำหรับลีกแล้ว การที่ทีมจำนวนหนึ่งตั้งเล่นไม่เต็มที่ มีผลต่อยอดผู้ชมทั้งในสนามและทางโทรทัศน์ อาจทำให้ทีมและลีกเสียรายได้ นอกจากนี้ ยังมีข่าวลือที่ว่าบ่อนพนันบางเจ้า ไม่พอใจในการแทงค์เนื่องจากทีมที่ดู “เหนือกว่า” กลับเล่นไม่เต็มประสิทธิภาพและพ่ายแพ้ ทำให้อัตราต่อรองผิดเพี้ยนและเจ้ามือเสียเปรียบ

    ด้วยประการละฉะนี้ อดัม ซิลเวอร์ ผู้อำนวยการ NBA จึงพยายามหาวิธีที่จะทำให้ทีมไม่ต้องพึ่งพาความพ่ายแพ้ในยามที่ตัวเองไม่ลุ้นแชมป์ และตามรายงาน ก็มีวิธีที่น่าสนใจเช่น ไม่อนุญาตให้ทีมได้สิทธิ์ 3 อันดับสูงสุด 2 ปีติดต่อกัน หรือหยุดอัตราอันดับการเลือกของทีมไว้ในช่วงสัปดาห์ออล์สตาร์

    หรือที่หนักที่สุดคือการให้อัตราดราฟลอตเตอรี่ของทีมที่ไม่ได้ผ่านเข้ารอบเพลย์ออฟเท่ากัน ทำให้ไม่มีประโยชน์ที่จะเล่นไม่เต็มที่

    แต่ปัญหาก็ตามมาอยู่ดี เนื่องจากทีมที่แย่ที่สุดจริงๆอาจจะติดหล่มของความย่ำแย่ โดยที่พวกเขาไม่สามารถควบคุมชะตาของพวกเขาได้เลย

    การแทงค์นั้น ไม่ใช่ปัญหาใหม่ แต่เป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้เมื่อมีสตาร์ดาวรุ่งที่พร้อมจะเปลี่ยนเกมเข้าสู่สายพานการดราฟ

    ตั้งแต่ ฮาคีม โอลาจูวอน, ดันแคน โรบินสัน, เลอบรอน เจมส์, ไซออน วิลเลียมสัน หรือ วิคเตอร์ เวมบัมยามา ทีมพร้อมเจตนาเข้าสู่โหมดจำศีล เพื่อโอกาสที่จะได้ซุปเปอร์สตาร์ระดับแฟรนไซส์เข้ามาสู่ทีม

    ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็เป็นโจทย์ของ NBA ที่จะหาทางไม่ให้ทีมระดับกลางจงใจแพ้เพื่อให้ได้สิทธิ์ดราฟอันดับสูงๆหลายฤดูกาลติดกัน แต่ก็ไม่ทำให้ทีมที่ต้องการความช่วยเหลือต้องไร้ซึ่งทางออก

    อ้างอิง

    https://sports.yahoo.com/articles/nba-rumors-insider-claims-angry-172311841.html
    https://www.si.com/nba/ranking-nba-seven-potential-anti-tanking-rule-changes-will-they-work
    https://www.nba.com/news/jazz-pacers-fined
    https://www.nba.com/news/the-athletic-2026-nba-draft-top-100-prospects